094-991-5369 เปิดทุกวัน · จ–ศ 07.30–08.30, 17.00–20.00 · ส–อา 07.30–10.30, 17.00–20.00
โรคเรื้อรัง

โรคอ้วน และการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี

ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรูปร่าง แต่เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหัวใจ และข้อเข่าเสื่อม ข่าวดีคือการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีและค่อยเป็นค่อยไป ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

25 มิถุนายน 2569 อ่าน 5 นาที โดยทีมแพทย์ คลินิกแพทย์อภิเดช
โรคอ้วน และการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี

โรคอ้วนเกิดจากการที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ สาเหตุหลักมาจากการได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าที่ร่างกายเผาผลาญในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น พฤติกรรมการกิน การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย พันธุกรรม ความเครียด การนอนไม่พอ และบางครั้งอาจมีโรคหรือยาบางชนิดเกี่ยวข้อง การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงช่วยให้วางแผนลดน้ำหนักได้ตรงจุดและยั่งยืน

วัดอย่างไรว่าน้ำหนักเกินหรืออ้วน

เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ประเมินคือ ดัชนีมวลกาย (BMI) ซึ่งคำนวณจากน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง และ รอบเอว ที่บอกถึงไขมันสะสมในช่องท้อง

  • BMI 18.5–22.9 — อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • BMI 23–24.9 — น้ำหนักเกิน ควรเริ่มระวัง
  • BMI 25 ขึ้นไป — เข้าเกณฑ์โรคอ้วน ควรดูแลอย่างจริงจัง
  • รอบเอว — ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 ซม. ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม. หากเกินถือว่า "อ้วนลงพุง" ซึ่งเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังมากเป็นพิเศษ

ทำไมน้ำหนักเกินจึงอันตราย

ไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ส่งผลต่อการทำงานของอินซูลินและหลอดเลือด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ไขมันพอกตับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยังเพิ่มภาระต่อข้อเข่าและข้อสะโพกจนเกิดข้อเสื่อมเร็วขึ้น

ลดได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ช่วยได้มาก

งานวิจัยพบว่าการลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักตัว ก็ช่วยลดระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันในเลือดได้อย่างมีความหมาย ไม่จำเป็นต้องผอมมากในทันที เป้าหมายที่ทำได้จริงและรักษาไว้ได้ต่างหากที่สำคัญ

ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ค่อยเป็นค่อยไป

หัวใจของการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนคือการปรับสมดุลพลังงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การอดอาหารแบบหักโหม

  • กินอาหารสมดุล เน้นผัก ผลไม้ไม่หวานจัด โปรตีนไม่ติดมัน และธัญพืชไม่ขัดสี
  • ลดน้ำตาล น้ำหวาน ของทอด และอาหารแปรรูป จัดปริมาณต่อมื้อให้พอเหมาะ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับฝึกกล้ามเนื้อ
  • นอนให้พอ จัดการความเครียด และดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มหวาน
  • ตั้งเป้าลดประมาณ 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และจดบันทึกเพื่อติดตามความก้าวหน้า

ที่ คลินิกแพทย์อภิเดช ดูแลโดยแพทย์ มีบริการตรวจสุขภาพ เจาะเลือด และติดตามอาการ ช่วยประเมิน BMI รอบเอว และความเสี่ยงโรคที่มากับน้ำหนักเกิน เช่น เบาหวานและไขมันในเลือด พร้อมให้คำแนะนำการลดน้ำหนักที่เหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน

หลีกเลี่ยงวิธีลดน้ำหนักผิด ๆ และสัญญาณที่ควรพบแพทย์

  • อดอาหารรุนแรง หรือกินมื้อเดียวต่อวันเป็นเวลานาน เสี่ยงขาดสารอาหารและน้ำหนักเด้งกลับ
  • ยาลดน้ำหนักหรืออาหารเสริมที่ไม่ทราบส่วนผสม อาจมีสารอันตรายต่อหัวใจและตับ
  • น้ำหนักลดเองอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ ใจสั่น เหนื่อยมาก หรือบวมตามตัว ควรพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อย

ลดน้ำหนักเร็วดีไหม?
การลดน้ำหนักเร็วเกินไปมักไม่ยั่งยืนและเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ขาดสารอาหาร และน้ำหนักเด้งกลับ เป้าหมายที่เหมาะสมคือลดประมาณ 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โดยปรับอาหารและออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยให้คงน้ำหนักได้ในระยะยาว
อ้วนลงพุงอันตรายอย่างไร?
อ้วนลงพุงคือการมีไขมันสะสมบริเวณช่องท้องมาก วัดได้จากรอบเอวที่เกินเกณฑ์ (ผู้ชายเกิน 90 ซม. ผู้หญิงเกิน 80 ซม.) ไขมันในช่องท้องสัมพันธ์กับความเสี่ยงเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคหัวใจมากกว่าไขมันส่วนอื่น จึงควรดูแลควบคุมเป็นพิเศษ
ออกกำลังกายแบบไหนช่วยลดน้ำหนัก?
ควรผสมการออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อ 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเผาผลาญพลังงานและรักษามวลกล้ามเนื้อ เริ่มจากระดับที่ทำได้แล้วค่อย ๆ เพิ่ม จะปลอดภัยและทำได้ต่อเนื่อง

ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ หากคุณมีอาการน่ากังวลหรือมีความเสี่ยง กรุณาปรึกษาแพทย์โดยตรง

อยากลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี? ปรึกษาเราได้ทุกวัน

โทรหาคลินิก หรือแชทผ่าน Line เพื่อสอบถามและนัดหมายตรวจประเมินสุขภาพ