094-991-5369 เปิดทุกวัน · จ–ศ 07.30–08.30, 17.00–20.00 · ส–อา 07.30–10.30, 17.00–20.00
โรคเด็ก

RSV ไวรัสร้ายในเด็กเล็ก พ่อแม่ต้องรู้

RSV เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ระบาดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว และอันตรายเป็นพิเศษในทารกและเด็กเล็ก บทความนี้ช่วยให้พ่อแม่รู้ทันอาการ สัญญาณอันตราย และวิธีดูแลป้องกันลูกน้อย

24 มิถุนายน 2569 อ่าน 5 นาที โดยทีมแพทย์ คลินิกแพทย์อภิเดช
ทารกแรกเกิดนอนหลับ

RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้ทุกวัยแต่มักระบาดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้คือ ในผู้ใหญ่และเด็กโต RSV มักมีอาการคล้ายหวัดธรรมดาที่หายเองได้ แต่ในทารกและเด็กเล็ก เชื้ออาจลามลงสู่หลอดลมฝอยและปอด ทำให้หายใจลำบากและเป็นอันตรายได้

RSV คืออะไร และติดต่ออย่างไร

RSV เป็นไวรัสที่ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอจามของผู้ป่วย และการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือของใช้ร่วมกัน เช่น ของเล่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เมื่อมือเปื้อนเชื้อแล้วนำมาสัมผัสจมูกหรือปากก็ติดเชื้อได้ จึงแพร่ระบาดได้รวดเร็วในบ้าน ศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาล

อาการของ RSV

อาการช่วงแรกมักเริ่มคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีน้ำมูก ไอ จาม และไข้ต่ำ ๆ จากนั้นในเด็กเล็กบางรายเชื้ออาจลามลงสู่หลอดลมฝอยและปอด ทำให้ไอมากขึ้น หายใจเร็ว หายใจมีเสียงวี้ด (wheeze) และหอบเหนื่อย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าควรพาไปพบแพทย์

RSV ต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร

แม้อาการช่วงแรกจะคล้ายกันมาก แต่มีความแตกต่างสำคัญที่พ่อแม่ควรสังเกต

  • หวัดธรรมดามักมีอาการอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนบน (จมูก คอ) และไม่ลงปอด หายเองได้ใน 7–10 วัน
  • RSV ในเด็กเล็กอาจทำให้หายใจลำบาก เกิดหลอดลมฝอยอักเสบ (bronchiolitis) หรือปอดบวม (pneumonia) ซึ่งรุนแรงกว่าและอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ใครคือกลุ่มเสี่ยง

RSV ติดได้ทุกคน แต่กลุ่มต่อไปนี้มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงสูงกว่า จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • ทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี โดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน
  • เด็กที่คลอดก่อนกำหนด
  • เด็กที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง
  • เด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

สัญญาณอันตราย ต้องรีบพบแพทย์ทันที

  • หายใจเร็ว หอบ ชายโครงบุ๋ม หรือจมูกบานขณะหายใจ
  • ปากหรือเล็บเขียวคล้ำ
  • ไม่ยอมดื่มนม หรือกินได้น้อยมาก
  • ซึม ปลุกตื่นยาก ไม่ค่อยตอบสนอง
  • มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลงชัดเจน

การดูแลและรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับ RSV ในคนทั่วไป การรักษาจึงเน้นการประคับประคองตามอาการเพื่อให้ลูกสบายขึ้นและผ่านช่วงป่วยไปได้

  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และดูดน้ำมูกเพื่อให้หายใจโล่งขึ้น
  • ให้นมหรือน้ำบ่อย ๆ ทีละน้อย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดไข้ด้วยยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวและคำแนะนำของแพทย์

ในรายที่มีอาการรุนแรง เช่น หายใจหอบหรือออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์อาจพิจารณาให้ออกซิเจนหรือให้นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

การป้องกัน

การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดโอกาสสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็กหรือกลุ่มเสี่ยง

  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ ทั้งผู้ดูแลและสมาชิกในบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในที่แออัด โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด
  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจของเด็กอ่อนแอลง
  • ไม่ให้คนที่กำลังป่วยเข้าใกล้ หอม หรือสัมผัสเด็กเล็ก

มีภูมิคุ้มกันและวัคซีนช่วยป้องกันในบางกลุ่ม

ปัจจุบันมีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปและวัคซีนป้องกัน RSV สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงบางราย ควรปรึกษาแพทย์เรื่องความเหมาะสมกับลูกของคุณ และพาเด็กมาตรวจที่คลินิกเมื่อมีอาการทางเดินหายใจ เพื่อประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย

RSV ต่างจากไข้หวัดใหญ่อย่างไร?
ทั้งสองเป็นไวรัสทางเดินหายใจที่มีอาการคล้ายกัน แต่เกิดจากเชื้อต่างชนิด RSV มักทำให้หลอดลมฝอยอักเสบและหายใจลำบากในเด็กเล็กเป็นพิเศษ ส่วนไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูง ปวดเมื่อยตัวมาก และมีวัคซีนป้องกันที่ใช้กันแพร่หลาย
ผู้ใหญ่ติด RSV ได้ไหม?
ได้ ผู้ใหญ่ติด RSV ได้และมักมีอาการเบาคล้ายหวัดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคเรื้อรังอาจมีอาการรุนแรง และยังสามารถแพร่เชื้อให้เด็กเล็กในบ้านได้
RSV มีวัคซีนไหม?
ปัจจุบันมีวัคซีนและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับป้องกัน RSV ในบางกลุ่ม เช่น ทารกกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ หากลูกมีอาการน่ากังวล กรุณาปรึกษาแพทย์โดยตรง

ลูกหายใจหอบ ไอมาก? ปรึกษาเราด่วน

โทรหาคลินิก หรือแชทผ่าน Line เพื่อสอบถามอาการและนัดหมายตรวจ