บาดทะยักและคอตีบเป็นโรคที่อาจฟังดูไกลตัวในยุคที่มีวัคซีน แต่ความจริงคือเชื้อบาดทะยักยังอยู่รอบตัวเราในดินและสิ่งแวดล้อม และภูมิคุ้มกันจากวัยเด็กจะค่อย ๆ ลดลง การเข้าใจโรคและฉีดกระตุ้นตามกำหนดจึงช่วยให้คุณปลอดภัยเมื่อเกิดบาดแผลโดยไม่คาดคิด
รู้จักโรคบาดทะยักและคอตีบ
บาดทะยัก (Tetanus) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบในดิน ฝุ่น และโลหะเป็นสนิม เมื่อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล โดยเฉพาะแผลลึกหรือแผลจากของมีคมเปื้อนดิน เชื้อจะสร้างสารพิษทำให้กล้ามเนื้อเกร็งและกระตุก เริ่มจากขากรรไกรแข็ง อ้าปากลำบาก จนถึงกล้ามเนื้อทั้งตัวเกร็ง ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
คอตีบ (Diphtheria) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อทางเดินหายใจผ่านละอองฝอยจากการไอจาม ทำให้เกิดแผ่นเยื่อในลำคอที่อาจอุดกั้นทางเดินหายใจ และสารพิษอาจทำลายหัวใจและระบบประสาทได้
ทำไมต้องกระตุ้นทุก 10 ปี
วัคซีนพื้นฐานในวัยเด็กสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ภูมิจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ การฉีดกระตุ้นชนิด Td (บาดทะยัก–คอตีบ) ทุก 10 ปี ช่วยให้ระดับภูมิคุ้มกันคงอยู่เพียงพอ พร้อมป้องกันเมื่อมีบาดแผลหรือสัมผัสเชื้อ
การป้องกันและใครควรฉีด
- ผู้ใหญ่ทุกคนที่เคยได้วัคซีนพื้นฐานครบ ควรฉีดกระตุ้น Td ทุก 10 ปี
- ผู้ที่ทำงานเสี่ยงต่อบาดแผล เช่น เกษตรกร ช่าง คนทำสวน ควรดูแลให้กระตุ้นไม่ขาด
- ผู้ที่ไม่แน่ใจประวัติการฉีด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนเริ่มหรือกระตุ้น
- หญิงตั้งครรภ์มักแนะนำชนิด Tdap เพื่อป้องกันและส่งต่อภูมิคุ้มกันสู่ทารก
เมื่อมีบาดแผล ควรทำอย่างไร
เมื่อเกิดบาดแผล โดยเฉพาะแผลลึก แผลสกปรกเปื้อนดิน หรือถูกตะปู/ของมีคมเป็นสนิมตำ ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที แล้วประเมินว่าได้ฉีดกระตุ้นครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ หากเกินกำหนดหรือไม่แน่ใจ ควรพบแพทย์ แพทย์จะพิจารณาการฉีดกระตุ้นและในบางกรณีอาจให้เซรุ่มป้องกันบาดทะยักร่วมด้วย
ที่คลินิกแพทย์อภิเดชให้บริการวัคซีนโดยแพทย์ และเก็บวัคซีนในระบบควบคุมอุณหภูมิมาตรฐานเทียบเท่าโรงพยาบาล พร้อมประเมินบาดแผลและประวัติการฉีดของคุณ เพื่อแนะนำการกระตุ้นหรือการให้เซรุ่มได้อย่างเหมาะสม
บาดแผลแบบนี้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน
- แผลลึก แผลถูกตะปูหรือของมีคมเป็นสนิมตำ
- แผลสกปรกเปื้อนดิน ฝุ่น มูลสัตว์ หรือน้ำลายสัตว์
- ฉีดกระตุ้นเข็มล่าสุดเกิน 5 ปี หรือไม่ทราบ/ไม่แน่ใจประวัติการฉีด
- มีอาการขากรรไกรแข็ง อ้าปากลำบาก กลืนลำบาก หรือกล้ามเนื้อเกร็งกระตุก
